การหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% คืออะไร? ใช้กับกรณีไหนบ้าง?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย อัตรา 5% เป็นอัตราภาษีที่มักจะคุ้นเคยกันดีในกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่ทำสัญญาเช่าต่างๆ กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินซึ่งเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากผู้รับเงินในอัตรา 5% จากยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี) และนำส่งกรมสรรพากร เพื่อเป็นกลไกในการจัดเก็บภาษีล่วงหน้า
กรณีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5% ที่พบบ่อย
- ค่าเช่าทรัพย์สิน: เช่น ค่าเช่าอาคารสำนักงาน ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าโกดัง ค่าเช่ารถยนต์ ค่าเช่าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ (หมายเหตุ: การเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปมักจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT แต่ยังคงต้องหัก ณ ที่จ่าย 5%)
- เงินรางวัลจากการชิงโชค: การจ่ายเงินรางวัล หรือการให้ของรางวัลจากการประกวด แข่งขัน หรือชิงโชคต่างๆ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป
- ค่าแสดงของนักแสดงสาธารณะ: เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง ที่มีภูมิลำเนาในไทย
ค่าเช่า กับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
ตามกฎหมายแล้ว "การเช่าอสังหาริมทรัพย์" (เช่น อาคาร บ้าน ที่ดิน) จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังนั้นใบแจ้งหนี้ค่าเช่าออฟฟิศมักจะไม่มี VAT 7% ทำให้ยอดที่นำมาคำนวณหัก ณ ที่จ่าย 5% คือยอดค่าเช่าสุทธิเลย
แต่ถ้าเป็นการ "เช่าสังหาริมทรัพย์" (เช่น เช่ารถยนต์ เช่าเครื่องถ่ายเอกสาร) หรือสัญญาเช่าพื้นที่ที่มีบริการเสริมพ่วงมาด้วย (เช่น ค่าเช่าพื้นที่ + ค่าบริการพื้นที่ส่วนกลาง) กรณีนี้มักจะมี VAT 7% เข้ามาเกี่ยวข้อง การคำนวณหัก ณ ที่จ่ายจะต้องคิดจากยอดก่อนรวม VAT เสมอ
ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีไม่มี VAT)
- ค่าเช่าอาคารสำนักงาน = 20,000 บาท
- ไม่มี VAT 7% = 0 บาท
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% (20,000 x 5%) = 1,000 บาท
- ยอดสุทธิที่ต้องโอน = 20,000 - 1,000 = 19,000 บาท
ทริกสำหรับธุรกิจ: การหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ผู้หัก (บริษัท) จะต้องออกเอกสาร 50 ทวิ ให้ผู้ให้เช่า และนำส่งสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 (ถ้าผู้ให้เช่าเป็นบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (ถ้าผู้ให้เช่าเป็นนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์)