การหักภาษี ณ ที่จ่าย 2% สำหรับ "ค่าโฆษณา"
ในยุคดิจิทัลที่ทุกธุรกิจต้องพึ่งพาการโปรโมทสินค้าและบริการ "ค่าโฆษณา" จึงเป็นรายจ่ายที่พบได้แทบทุกบริษัท ตามประมวลรัษฎากรของไทย เมื่อนิติบุคคลมีการจ่ายเงินค่าโฆษณา จะต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 2% จากยอดเงินก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วนำส่งกรมสรรพากร
ค่าโฆษณาที่ต้องหัก 2% ครอบคลุมอะไรบ้าง?
- โฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิม: เช่น การลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายบิลบอร์ด (Billboard)
- โฆษณาผ่านสื่อออนไลน์: เช่น การลงแบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์ การซื้อพื้นที่โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย หรือ แพลตฟอร์มต่างๆ (กรณีจ่ายให้บริษัทในไทย)
- การรับจ้างทำสื่อโฆษณาพร้อมเผยแพร่: หากจ้างผลิตสื่อโฆษณาพร้อมเผยแพร่ในลักษณะเช่าเหมา อาจถือเป็นค่าโฆษณาทั้งก้อน
ความแตกต่างระหว่าง ค่าโฆษณา (2%) และ ค่าบริการส่งเสริมการขาย (3%)
เส้นแบ่งระหว่างค่าโฆษณากับค่าบริการบางครั้งอาจดูคลุมเครือ แต่สรรพากรมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้:
- ค่าโฆษณา (2%): ต้องเป็นการเผยแพร่ข้อมูลของสินค้าหรือบริการสู่สาธารณชน เพื่อหวังผลทางการค้าโดยตรง (เช่น ซื้อพื้นที่ป้ายโฆษณา)
- ค่าส่งเสริมการขาย/ประชาสัมพันธ์ (3%): เช่น จ้าง Influencer หรือ PR Agency มารีวิวสินค้า หรือรับจ้างเขียนบทความเชียร์สินค้า จะถือเป็นการรับจ้างทำของ/บริการ ต้องหัก 3%
- ค่าจ้างผลิตสื่ออย่างเดียว (3%): ถ้าจ้างถ่ายทำคลิปโฆษณาแต่ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ ถือเป็นรับจ้างทำของ หัก 3%
การจ่ายค่าโฆษณาให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ: เช่น Facebook, Google ปกติบริษัทเหล่านี้จะไม่มีการให้เราหัก ณ ที่จ่าย (เราต้องจ่ายเต็มยอด) แต่บริษัทในไทยมีหน้าที่ต้องนำส่ง ภ.พ.36 (นำส่ง VAT แทน) และหากเข้าเงื่อนไขอาจต้องนำส่ง ภ.ง.ด.54 ด้วย ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อความถูกต้อง
เครื่องมือนี้ช่วยให้การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2% ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น เพียงกรอกยอดที่ตกลงกันไว้ ก็สามารถคำนวณหักภาษี พร้อมแสดงยอด VAT 7% และยอดสุทธิที่ต้องจ่ายเงินให้เอเจนซี่หรือผู้ให้บริการพื้นที่โฆษณาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย