กลับไปหน้าหลัก

เครื่องมือคำนวณค่าจัดเก็บในคลังสินค้า

ข้อมูลการจัดเก็บสินค้า (Storage)

ค่าดำเนินการรับเข้า - จ่ายออก (Handling)

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ต่อเดือน

สรุปค่าใช้จ่ายคลังสินค้า

ค่าเช่าพื้นที่ (Storage)0.00
ค่าแรงและบริการ (Handling)0.00
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Others)0.00

ต้นทุนรวมสุทธิ (Total Cost)

0.00

* หน่วยเป็นสกุลเงินที่คุณใช้งาน

ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการเบื้องต้น อาจมีภาษีหรือค่าบริการแอบแฝงอื่นๆ ขึ้นอยู่กับสัญญาของแต่ละคลังสินค้า

Warehousing Cost (ค่าจัดเก็บในคลังสินค้า) คืออะไร? และสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ

ต้นทุนคลังสินค้า (Warehousing Cost) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการจัดเก็บ ดูแล และบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) ให้อยู่ในสภาพพร้อมขายหรือพร้อมใช้งาน ไม่ว่าคุณจะมีคลังสินค้าเป็นของตนเอง หรือใช้บริการเช่าพื้นที่คลังสินค้าภายนอก (Third-Party Logistics - 3PL / Fulfillment) การคำนวณและควบคุมต้นทุนส่วนนี้อย่างแม่นยำถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาอัตรากำไรของธุรกิจคุณไว้ได้

โครงสร้างของค่าใช้จ่ายคลังสินค้าประกอบด้วยอะไรบ้าง?

เพื่อให้การคำนวณมีความถูกต้องสมบูรณ์ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างหลักของค่าใช้จ่ายในคลังสินค้า ซึ่งมักจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

1. ค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บ (Storage Costs)

คือค่าบริการพื้นฐานสำหรับการใช้พื้นที่ในคลังสินค้า มักจะคิดราคาตามหน่วยปริมาตร เช่น ต่อตารางเมตร (sqm), ต่อลูกบาศก์เมตร (CBM) หรือที่นิยมมากที่สุดในระบบคลังสินค้าสมัยใหม่คือ คิดราคาต่อพาเลท (Per Pallet) การคิดราคาอาจเป็นรายวัน หรือรายเดือน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ตกลงกัน

2. ค่าดำเนินการรับ-จ่ายสินค้า (Handling Costs)

หรือที่มักเรียกกันว่าค่า In/Out เป็นค่าแรงงานและค่าเครื่องจักร (เช่น รถโฟล์คลิฟท์) ในการเคลื่อนย้ายสินค้า แบ่งเป็นสองขาคือ
- Handling In: ค่าเอาของลงจากรถบรรทุก ตรวจนับ และยกขึ้นชั้นวาง (Racking)
- Handling Out: ค่าไปหยิบของจากชั้นวาง (Picking) แพ็ค และนำไปโหลดขึ้นรถเพื่อจัดส่ง

3. ค่าบริหารจัดการและอื่นๆ (Administrative & Other Costs)

รวมถึงค่าซอฟต์แวร์ระบบจัดการคลังสินค้า (WMS), ค่าประกันภัยสินค้าขโมยหรือไฟไหม้, ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต), ค่ารักษาความปลอดภัย และค่าอุปกรณ์แพ็คเกจจิ้งต่างๆ

ทำไมคุณจึงควรคำนวณ Warehousing Cost ล่วงหน้า?

  • เพื่อตั้งราคาสินค้าได้อย่างถูกต้อง: หากคุณไม่รู้ต้นทุนคลังสินค้า คุณอาจตั้งราคาขายต่ำเกินไปจนเมื่อหักค่าส่งและค่าแพ็คแล้วแทบไม่เหลือกำไร
  • ช่วยในการตัดสินใจเช่าหรือสร้าง: ตัวเลขนี้ช่วยให้คุณเปรียบเทียบได้ว่า เมื่อยอดขายถึงจุดใด การสร้างคลังสินค้าเองจึงจะคุ้มค่ากว่าการจ้าง 3PL
  • วิเคราะห์สินค้าค้างสต็อก (Dead Stock): สินค้าที่ขายไม่ออก จะกินพื้นที่และสร้างค่า Storage Cost ทุกๆ เดือน การคำนวณต้นทุนสะสมจะช่วยเตือนให้คุณรีบจัดโปรโมชั่นล้างสต็อกก่อนที่ทุนจะจมหายไป

เทคนิคการลดต้นทุนคลังสินค้า

นอกจากการต่อรองราคากับผู้ให้บริการคลังสินค้าแล้ว การลดต้นทุนที่ดีที่สุดคือการทำ Inventory Optimization เช่น การใช้เครื่องมือคำนวณ Reorder Point และ Safety Stock เพื่อให้มีของในคลังในปริมาณที่ "พอดี" ไม่มากเกินไปจนเสียค่าเช่าที่แพง และไม่น้อยเกินไปจนเสียโอกาสในการขาย รวมไปถึงการจัดระเบียบสินค้าในคลังให้เป็นหมวดหมู่ (ABC Analysis) เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำ Handling Out

เครื่องมือคำนวณที่เกี่ยวข้อง

ตั้งราคาจากต้นทุน

ราคาขายแนะนำ

ค่าเสื่อมราคา

ตัดจ่ายรายปี

คำนวณเงินเดือนพนักงาน

หักประกันสังคม/ภาษี

ต้นทุนขาย (COGS)

ต้นทุนสินค้าที่ขาย

Google AdSense - Sticky Bottom (Mobile)