กลับไปหน้าหลัก

เครื่องมือคำนวณอัตราผลตอบแทน ROE / ROA / ROIC

ROA

Return on Assets

12.50%

ROE

Return on Equity

30.00%

ROIC

Return on Invested Capital

18.75%

*ใช้สูตรอย่างง่าย Net Income / (Debt+Equity-Cash)

ทำความเข้าใจ 3 อัตราส่วนผลตอบแทนยอดฮิต: ROE, ROA และ ROIC

ในการประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและการทำกำไรของธุรกิจ (Profitability Ratios) นักลงทุนและผู้บริหารมักจะมองหาตัวเลขที่บอกได้ว่า "บริษัทนำเงินทุนไปสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าแค่ไหน" ซึ่งตัวเลข 3 ตัวที่เป็นเหมือนเข็มทิศทางการเงิน ได้แก่ ROA, ROE และ ROIC แม้ทั้ง 3 ตัวจะวัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่มุมมองและฐานการคิดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. ROA (Return on Assets) - อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์

สูตร: กำไรสุทธิ (Net Income) / สินทรัพย์รวม (Total Assets)

ความหมาย: ROA บอกเราว่า ทุกๆ 100 บาทที่บริษัทนำไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ (เครื่องจักร, สินค้าคงคลัง, อาคาร, เงินสด) สามารถสร้าง "กำไร" กลับมาได้กี่บาท อัตราส่วนนี้สะท้อนถึง ความสามารถในการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ ยิ่ง ROA สูง แสดงว่าผู้บริหารเก่งในการนำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้

ข้อควรระวัง: ROA ของธุรกิจแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน ธุรกิจบริการอาจมี ROA สูงเพราะใช้สินทรัพย์น้อย ในขณะที่ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม (Asset-heavy) มักมี ROA ต่ำกว่า ดังนั้นควรเปรียบเทียบ ROA กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น

2. ROE (Return on Equity) - อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น

สูตร: กำไรสุทธิ (Net Income) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity)

ความหมาย: ROE คือตัวเลขที่ "ผู้ถือหุ้น" สนใจมากที่สุด เพราะมันบอกว่า เงินลงทุนของเจ้าของทุกๆ 100 บาท บริษัทสามารถนำไปสร้างกำไรกลับมาให้เจ้าของได้กี่บาท บริษัทที่มี ROE สูงๆ มักจะสามารถเติบโตได้เร็วโดยไม่ต้องขอเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นบ่อยๆ

ข้อควรระวัง: ROE ที่สูง อาจเกิดจาก "การกู้หนี้มาลงทุนเยอะ" (Leverage) หากบริษัทมีหนี้สูงมาก ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเล็กลง ทำให้คำนวณ ROE ออกมาสูงผิดปกติ ซึ่งแฝงมากับความเสี่ยงทางการเงินที่สูงขึ้นเช่นกัน (สามารถวิเคราะห์ลึกลงไปได้ด้วย DuPont Analysis)

3. ROIC (Return on Invested Capital) - อัตราผลตอบแทนจากเงินทุนหมุนเวียน

สูตร (แบบง่าย): กำไรสุทธิ หรือ NOPAT / (หนี้สินที่มีดอกเบี้ย + ส่วนของผู้ถือหุ้น - เงินสด)

ความหมาย: ROIC เป็นตัวเลขที่ตัดความบิดเบือนของ ROE และ ROA ออกไป โดยโฟกัสเฉพาะ "เงินทุนที่นำไปใช้ดำเนินกิจการจริงๆ" (Invested Capital) ซึ่งประกอบด้วยเงินของเจ้าของรวมกับเงินกู้ยืมที่มีดอกเบี้ย และหักเงินสดส่วนเกินที่นอนนิ่งอยู่ในธนาคารออกไป

หาก ROIC ของบริษัท สูงกว่าต้นทุนทางการเงิน (WACC - Weighted Average Cost of Capital) นั่นแปลว่า บริษัทกำลังสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับธุรกิจ แต่ถ้า ROIC ต่ำกว่า WACC แปลว่ายิ่งดำเนินกิจการไป มูลค่าของบริษัทยิ่งหดหาย

บทสรุป

  • ROA: ดูว่าผู้บริหารใช้ "สินทรัพย์" เก่งแค่ไหน
  • ROE: ดูว่าบริษัทสร้างผลตอบแทนให้ "เจ้าของ/ผู้ถือหุ้น" ได้คุ้มค่าหรือไม่
  • ROIC: ดูว่าบริษัทนำ "เงินทุนทั้งหมดที่หามาได้" ไปหมุนเวียนสร้างผลตอบแทนได้ชนะต้นทุนดอกเบี้ยหรือเปล่า

การนำทั้ง 3 ตัวเลขนี้มาพิจารณาประกอบกัน จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของสุขภาพทางการเงินและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทได้อย่างทะลุปรุโปร่งมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือคำนวณที่เกี่ยวข้อง

ค่าใช้จ่ายรถ EV ต่อกม.

เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายพลังงานต่อกิโลเมตร ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถน้ำมันสันดาป (ICE)

คำนวณจุดคุ้มทุนรถ EV

เปรียบเทียบว่าต้องใช้รถ EV กี่ปี ถึงจะคุ้มส่วนต่างราคาเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน

คำนวณค่าผ่อนรถมอเตอร์ไซค์

คำนวณค่างวดรถมอเตอร์ไซค์ ดอกเบี้ยคงที่ต่อเดือน/ต่อปี พร้อมตารางการผ่อนชำระ

คำนวณรายได้จุดคุ้มทุนไรเดอร์

คำนวณรายได้สุทธิและระยะเวลาคืนทุน (ROI) สำหรับอาชีพขับรถส่งอาหาร (Grab, Lineman, Foodpanda)

Google AdSense - Sticky Bottom (Mobile)