เงินได้สุทธิ คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญในการเสียภาษี
หลายคนมักสับสนระหว่าง "รายได้รวม (Gross Income)" และ "เงินได้สุทธิ (Net Income)"เวลาที่เรายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี กรมสรรพากรไม่ได้นำรายได้ทั้งหมดที่เราหามาได้ทั้งปีไปคูณอัตราภาษีทันที แต่กฎหมายอนุญาตให้เรานำรายได้นั้นมาหัก "ค่าใช้จ่าย" และ "ค่าลดหย่อน" ต่างๆ ออกก่อน ส่วนที่เหลือสุดท้ายนี้แหละที่เราเรียกว่า "เงินได้สุทธิ" ซึ่งจะเป็นฐานในการคำนวณภาษี
สูตรการคำนวณเงินได้สุทธิ
- 1รายได้รวมทั้งปี (เงินได้พึงประเมิน): สำหรับพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน (มาตรา 40(1)) จะรวมถึง เงินเดือน โบนัส ค่าล่วงเวลา (OT) และสวัสดิการอื่นๆ ที่เป็นตัวเงิน
- 2หักค่าใช้จ่าย: กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนได้แบบเหมา 50% ของรายได้ แต่จำกัด สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท(แปลว่าถ้ารายได้คุณเกิน 200,000 บาทต่อปี คุณก็หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดแค่ 100,000 บาท)
- 3หักค่าลดหย่อน: นี่คือสิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบให้ เพื่อบรรเทาภาระภาษี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (ทุกคนได้สิทธินี้), ประกันสังคม (สูงสุด 9,000 บาท), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันชีวิต, SSF, RMF, ดอกเบี้ยบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบขั้นบันได)
เมื่อได้ "เงินได้สุทธิ" มาแล้ว จะนำมาเทียบกับตารางอัตราภาษี ซึ่งประเทศไทยใช้อัตราแบบก้าวหน้า (ยิ่งรายได้สูง ยิ่งเสียภาษีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น) ข้อดีคือ เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี!
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 - 150,000 | ยกเว้น (0%) |
| 150,001 - 300,000 | 5% |
| 300,001 - 500,000 | 10% |
| 500,001 - 750,000 | 15% |
| 750,001 - 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 - 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 - 5,000,000 | 30% |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% |
เคล็ดลับคนรวย: คนที่วางแผนภาษีเก่งๆ จะพยายามหา "ค่าลดหย่อน" มาเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมาย เพื่อกด "เงินได้สุทธิ" ให้ลดลงไปอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่า ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินค่าภาษีได้เป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปี