การคำนวณต้นทุนต่อหน่วย (Cost per Unit) สำหรับธุรกิจผลิตสินค้า
ในการผลิตสินค้าไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี่ เสื้อผ้า หรือของใช้ ปัญหาคลาสสิกของเจ้าของกิจการคือ "ตั้งราคาขายไม่ถูก เพราะไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง"หลายคนนำแค่ค่าวัตถุดิบมาคิดเป็นต้นทุน และลืมนำรายจ่ายประจำอย่างค่าเช่าที่หรือค่าจ้างพนักงานมาถัวเฉลี่ยลงไปในสินค้าด้วย ทำให้สุดท้ายขายดีแต่ไม่มีกำไร การคำนวณ ต้นทุนต่อหน่วย (Cost per Unit) อย่างถูกต้องจึงเป็นหัวใจหลักของการตั้งราคา
โครงสร้างของต้นทุนการผลิต
การจะหาต้นทุนต่อหน่วยได้ คุณต้องแยกประเภทของค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ก่อน:
- ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs): คือรายจ่ายที่เกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าคุณจะผลิตสินค้าหรือไม่ หรือผลิตมากแค่ไหนก็ตาม เช่น ค่าเช่าโรงงาน เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าประกันภัย ค่าเบี้ยปรับ ค่าเสื่อมราคากล้องวงจรปิด เป็นต้น
- ต้นทุนผันแปร (Variable Costs): คือรายจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิต ผลิตมากจ่ายมาก ผลิตน้อยจ่ายน้อย เช่น ค่าวัตถุดิบ (แป้ง น้ำตาล เนื้อสัตว์) ค่ากล่องแพ็กเกจจิ้ง ค่าส่งของ ค่าไฟ (ส่วนที่ใช้เดินเครื่องจักร)
สูตรการคำนวณ Cost per Unit
ต้นทุนต่อหน่วย = ต้นทุนรวมทั้งหมด / จำนวนชิ้นที่ผลิต
ทำไมยอดผลิตถึงสำคัญ (Economy of Scale)
เมื่อคุณพิจารณาสูตรคำนวณ คุณจะพบว่า "ส่วนแบ่งต้นทุนคงที่" ต่อสินค้า 1 ชิ้น จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อคุณผลิตในปริมาณที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณมีค่าเช่าโรงงานเดือนละ 50,000 บาท
- ถ้าเดือนนี้คุณผลิตสินค้า 1,000 ชิ้น สินค้าทุกชิ้นจะต้องแบกค่าเช่าโรงงานชิ้นละ 50 บาท
- แต่ถ้าคุณเร่งการผลิตได้เป็น 5,000 ชิ้น สินค้าแต่ละชิ้นจะแบกค่าเช่าโรงงานเพียงชิ้นละ 10 บาท เท่านั้น!
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ซึ่งอธิบายว่าทำไมโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตระดับแมส (Mass Production) ถึงสามารถทำต้นทุนต่อหน่วยได้ถูกกว่าผู้ผลิตรายเล็กอย่างมหาศาล
คำแนะนำในการนำไปใช้
เมื่อคุณทราบ "ต้นทุนต่อหน่วย" ที่แท้จริงแล้ว คุณสามารถนำตัวเลขนี้ไปเป็นฐานในการบวกกำไร (Markup) เพื่อตั้งราคาขายปลีก หรือราคาส่งได้อย่างมั่นใจ และหากคุณพบว่าต้นทุนต่อหน่วยสูงเกินไปกว่าราคาตลาด คุณก็จะมีโจทย์ชัดเจนว่าจะต้องไปเจรจาลดค่าวัตถุดิบ (Variable) หรือต้องกระตุ้นยอดขายเพื่อเพิ่มการผลิตให้คุ้มค่าใช้จ่ายประจำ (Fixed)