ต้นทุนแฝงที่นายจ้างต้องรู้: ประกันสังคม และ กองทุนเงินทดแทน
เมื่อบริษัทจ้างพนักงาน 1 คน ต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายไม่ได้มีเพียงแค่ "เงินเดือน" หรือค่าจ้างเพียวๆ เท่านั้น แต่ยังมี สวัสดิการภาคบังคับตามกฎหมาย (Statutory Benefits) ที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนของรัฐ ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝง (On-costs) ที่ฝ่ายบุคคลและเจ้าของกิจการต้องนำมาคำนวณในการตั้งงบประมาณ (Payroll Budget) ด้วย
1. กองทุนประกันสังคม (Social Security Fund)
กองทุนประกันสังคมให้ความคุ้มครองพนักงานในกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
- อัตรานำส่ง: นายจ้างต้องสมทบ 5% ของฐานเงินเดือนลูกจ้าง (ในขณะเดียวกันก็หักจากลูกจ้างอีก 5% เพื่อนำส่งพร้อมกัน)
- ฐานการคำนวณ: คิดจากฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 1,650 บาท และ สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
- เพดานการจ่าย: นั่นหมายความว่า หากพนักงานเงินเดือน 30,000 บาท นายจ้างก็จ่ายสมทบสูงสุดเพียง 750 บาท/เดือน เท่านั้น (15,000 x 5%)
2. กองทุนเงินทดแทน (Workmen's Compensation Fund)
กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่คุ้มครองพนักงานกรณีที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือตาย "อันเนื่องมาจากการทำงานให้นายจ้าง" โดยตรง (ต่างจากประกันสังคมที่คุ้มครองนอกเวลางานด้วย)
- ผู้จ่าย: นายจ้างเป็นผู้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว (ห้ามหักจากเงินเดือนลูกจ้างเด็ดขาด)
- อัตรานำส่ง: จ่ายปีละ 1 ครั้ง โดยอัตราจะอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0% ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของประเภทธุรกิจ (เช่น งานออฟฟิศความเสี่ยงต่ำ จ่าย 0.2% งานก่อสร้างหรือเหมืองแร่ จ่าย 1.0%)
- ฐานการคำนวณ: คิดจากค่าจ้างทั้งปี โดยมีเพดานสูงสุดที่ 240,000 บาท/ปี (หรือเทียบเท่าฐานเงินเดือน 20,000 บาท/เดือน)
- ระบบ Experience Rating: หากในปีที่ผ่านมา พนักงานของบริษัทไม่มีการเบิกเคลมกองทุนเงินทดแทนเลย ในปีที่ 4 เป็นต้นไป นายจ้างจะได้รับส่วนลดอัตราเงินสมทบเพื่อเป็นรางวัลจูงใจให้รักษาระบบความปลอดภัยในการทำงาน
ทำไมการคำนวณเรื่องนี้ถึงสำคัญ?
สำหรับบริษัทขนาดเล็กอาจจะดูเป็นเงินไม่มาก แต่สำหรับโรงงานหรือบริษัทที่มีพนักงานหลักร้อยหรือหลักพันคน ยอดเงินสมทบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนรวมกันสามารถสูงถึงหลายล้านบาทต่อปี การละเลยไม่ทำความเข้าใจหรือนำส่งล่าช้า จะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (Surcharge) ในอัตรา 2% ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องนำส่ง ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ไม่จำเป็น