กลับไปหน้าหลัก

เครื่องมือคำนวณ EBITDA

งบกำไรขาดทุน (Income Statement)

กำไรบรรทัดสุดท้าย (Bottom Line)

รายการบวกกลับ (Add-backs)

EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมฯ)

1,000,000 ฿
EBIT (Operating Profit)
750,000 ฿

เปรียบเทียบอัตรากำไร (Margin)

EBITDA Margin20.00%

แสดงความสามารถในการทำกำไรจาก "การดำเนินงานล้วนๆ"

Net Profit Margin10.00%

กำไรบรรทัดสุดท้าย หลังหักค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีทั้งหมด

ที่มาของสูตร:
EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษีเงินได้ + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย

EBITDA คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญในการประเมินมูลค่ากิจการ

เวลาอ่านงบการเงินหรือฟังข่าวการควบรวมกิจการ (M&A) เรามักจะได้ยินคำว่า EBITDA (อีบิทดา) อยู่บ่อยครั้ง ตัวเลขนี้แม้จะไม่ได้ถูกบังคับให้แสดงในงบการเงินมาตรฐาน (GAAP/TFRS) แต่กลับเป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนและนายธนาคารให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

EBITDA ย่อมาจากอะไร?

EBITDA ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า "กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย"

เพื่อหาค่า EBITDA เรามักจะเริ่มจาก "กำไรสุทธิ (Net Income)" ที่อยู่บรรทัดล่างสุดของงบกำไรขาดทุน แล้วนำค่าใช้จ่าย 4 ตัวข้างต้น บวกกลับเข้าไป

ทำไมต้อง "บวกกลับ" (Add-backs) ค่าใช้จ่ายเหล่านี้?

จุดประสงค์หลักของ EBITDA คือการวัด "ความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักจริงๆ (Core Operational Profitability)" โดยตัดปัจจัยเรื่องโครงสร้างทุนและนโยบายทางบัญชีออกไป:

  • Interest (ดอกเบี้ย): ดอกเบี้ยเกิดจากวิธีที่บริษัทจัดหาเงินทุน (กู้เงินเยอะ vs ใช้เงินทุนตัวเอง) ไม่ได้เกี่ยวกับว่าบริษัทขายของเก่งแค่ไหน
  • Taxes (ภาษี): อัตราภาษีขึ้นอยู่กับกฎหมาย นโยบายรัฐ หรือสิทธิประโยชน์ (BOI) ซึ่งบริษัทควบคุมไม่ได้โดยตรง
  • Depreciation (ค่าเสื่อมราคา): เป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตน (เช่น โรงงาน เครื่องจักร) ซึ่งไม่ได้เกิดการจ่าย "เงินสด" ออกไปจริงๆ ในปีนั้น
  • Amortization (ค่าตัดจำหน่าย): เป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีของสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์) ซึ่งก็ไม่ใช่รายจ่ายที่เป็นเงินสดเช่นกัน

ประโยชน์ของ EBITDA

1. ใช้เปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน (Apple to Apple)

ทำให้เราเปรียบเทียบบริษัท A (กู้เงินเยอะ มีค่าเสื่อมโรงงานสูง) กับบริษัท B (ไม่กู้เงินเลย เช่าโรงงาน) ได้อย่างยุติธรรมว่าใครบริหารงานหลักได้เก่งกว่ากัน

2. ตัวแทนของกระแสเงินสด (Proxy for Cash Flow)

เนื่องจากได้บวกกลับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (ซึ่งเป็น Non-cash items) กลับมาแล้ว EBITDA จึงมักถูกใช้เพื่อประเมินกระแสเงินสดคร่าวๆ ว่าบริษัทมีเงินสดเหลือพอไปจ่ายหนี้หรือไม่

3. ใช้ประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation)

ในการซื้อขายกิจการ มักจะประเมินมูลค่าด้วย EV/EBITDA Multiple เช่น การซื้อกิจการในราคา 8 เท่าของ EBITDA (หมายความว่า ถ้าผลประกอบการคงที่ ต้องใช้เวลา 8 ปีถึงจะคืนทุนจากการดำเนินงาน)

ข้อควรระวัง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เคยวิจารณ์ EBITDA ไว้ว่า "ผู้บริหารคิดว่าการซื้อเครื่องจักรและลงทุนมันฟรีหรือไง?" เพราะ EBITDA ไม่สนใจค่าเสื่อมราคา ทำให้บริษัทที่มีการลงทุนหนักๆ (Capital Intensive) เช่น โทรคมนาคม หรือ สายการบิน อาจดูเหมือนมีกำไรสวยหรู (EBITDA สูง) แต่แท้จริงแล้วต้องนำเงินสดไปซื้อเครื่องจักรใหม่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรดู EBITDA ควบคู่ไปกับ กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เสมอ

เครื่องมือคำนวณที่เกี่ยวข้อง

คำนวณงบประมาณเสื้อผ้าต่อปี

จัดสรรงบประมาณเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้สอดคล้องกับรายได้ต่อเดือนอย่างคุ้มค่า

คำนวณค่าใช้จ่ายครีมบำรุงผิว

คำนวณยอดเงินสะสมรายเดือนและรายปีของรูทีนสกินแคร์และเครื่องสำอาง

คำนวณค่าตัดผมต่อปี

ประมาณการค่าใช้จ่ายในการเข้าร้านตัดผม บาร์เบอร์ หรือซาลอน ตลอดทั้งปี

คำนวณค่าทำเล็บต่อปี

คำนวณงบประมาณการทำเล็บเจล ต่อเล็บ และบำรุงสุขภาพเล็บรายปี

Google AdSense - Sticky Bottom (Mobile)