ทำความรู้จักกับองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ตามทฤษฎีของ Guilford
เมื่อพูดถึง "ความคิดสร้างสรรค์" (Creativity) หลายคนมักจะนึกถึงศิลปิน นักดนตรี หรือผู้ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นเอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะทางปัญญาที่ทุกคนสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งในทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ การออกแบบวิศวกรรม หรือแม้แต่การเขียนโค้ดโปรแกรม
ทฤษฎีการคิดอเนกนัย (Divergent Thinking)
J.P. Guilford นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้ศึกษาโครงสร้างทางสติปัญญาของมนุษย์ ได้เสนอแนวคิดที่โด่งดังเรื่องDivergent Thinking หรือ "การคิดแบบอเนกนัย" ซึ่งหมายถึงความสามารถในการคิดแตกฉาน จินตนาการหาคำตอบหรือทางออกของปัญหาให้ได้มากที่สุดและหลากหลายที่สุด ตรงข้ามกับการคิดแบบเอกนัย (Convergent Thinking) ที่มุ่งหาคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว
4 เสาหลักของความคิดสร้างสรรค์
Guilford ได้แบ่งองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ออกเป็น 4 ด้านหลัก ซึ่งเป็นที่มาของเครื่องมือประเมินด้านบน ดังนี้:
- ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency): คือปริมาณ (Quantity) หมายถึงความสามารถในการผลิตไอเดียจำนวนมากๆ ในเวลาที่จำกัด เช่น เมื่อถามว่า "คลิปหนีบกระดาษใช้ทำอะไรได้บ้าง" ผู้ที่มีความคล่องแคล่วสูงจะสามารถเขียนคำตอบออกมาได้เป็นสิบๆ ข้ออย่างรวดเร็ว
- ความยืดหยุ่นในการคิด (Flexibility): คือความหลากหลายของไอเดีย หมายถึงการไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ เช่น ในกรณีคลิปหนีบกระดาษ หากตอบแต่เรื่องการหนีบกระดาษ หนีบธนบัตร หนีบถุงขนม (หมวดการหนีบทั้งหมด) ถือว่าขาดความยืดหยุ่น แต่ถ้านำไปเป็นสายไฟ ดัดเป็นตะขอ หรือทำเป็นเข็มทิศ ถือว่ามีการข้ามหมวดหมู่และมีความยืดหยุ่นสูง
- ความคิดริเริ่ม (Originality): คือความแปลกใหม่ แหวกแนว ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมักจะเป็นไอเดียที่คนส่วนใหญ่ (95% ขึ้นไป) คิดไม่ถึง ความคิดริเริ่มนี้ถือเป็นแก่นที่สำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง
- ความละเอียดลออ (Elaboration): คือความสามารถในการต่อยอด ขยายความ หรือลงรายละเอียดให้กับไอเดียตั้งต้น เพื่อเปลี่ยนจากนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่นำไปใช้ได้จริง หรือทำให้ไอเดียนั้นมีความสวยงาม สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
วิธีฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์
คุณสามารถฝึกทักษะเหล่านี้ได้ด้วยการเล่นเกม Alternative Uses Task ง่ายๆ โดยหยิบสิ่งของรอบตัวขึ้นมาหนึ่งชิ้น (เช่น ปากกา แก้วน้ำ หรือกล่องกระดาษ) แล้วจับเวลา 3 นาที พยายามเขียนประโยชน์ใช้สอยของสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด แปลกที่สุด และหลุดกรอบมากที่สุด จากนั้นนำคะแนนมาวิเคราะห์ในเครื่องมือของเราเป็นประจำ แล้วคุณจะพบว่าสมองของคุณจะสามารถผลิตไอเดียที่ยอดเยี่ยมออกมาได้อย่างน่าทึ่ง!