กลับไปหน้าหลัก

คำนวณ Rental Yield คอนโด/ห้องชุด

หาอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าห้องชุดแบบ Gross และ Net Yield

ผลการคำนวณผลตอบแทน

Gross Rental Yield0.00%
Net Rental Yield0.00%
รายได้ค่าเช่าต่อปี:฿0
รายจ่ายในการถือครองต่อปี:฿0
รายได้สุทธิต่อปี:฿0

สูตรที่ใช้คำนวณผลตอบแทนคอนโด

  • Gross Rental Yield = (ค่าเช่ารายเดือน × จำนวนเดือนที่ปล่อยเช่าต่อปี) ÷ ราคาซื้อคอนโด × 100
  • Net Rental Yield = ((ค่าเช่ารายเดือน × จำนวนเดือนที่ปล่อยเช่าต่อปี) - ค่าส่วนกลางและรายจ่ายสะสมต่อปี) ÷ ราคาซื้อคอนโด × 100
  • การคำนวณนี้แสดงอัตราผลตอบแทนเบื้องต้นต่อปี โดยไม่รวมการกู้ยืมและดอกเบี้ยธนาคาร

Google AdSense

In-Article Ad

ความรู้เกี่ยวกับการคำนวณ Rental Yield คอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุน

Rental Yield คืออะไร และสำคัญอย่างไรกับการลงทุนคอนโด?

Rental Yield (อัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า) คือ อัตราส่วนร้อยละที่แสดงถึงรายได้จากค่าเช่าที่ได้รับจากอสังหาริมทรัพย์เมื่อเทียบกับราคาทุนที่ซื้อมา เครื่องมือนี้ช่วยให้นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์สามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการลงทุนระหว่างโครงการคอนโดมิเนียมแต่ละแห่งได้อย่างเป็นธรรม ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการนำเงินไปซื้อห้องชุดนี้เพื่อปล่อยเช่าจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นหรือไม่ เช่น การฝากเงินในธนาคาร การซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือการซื้อหุ้นปันผล

Gross Rental Yield กับ Net Rental Yield แตกต่างกันอย่างไร?

Gross Rental Yield (อัตราผลตอบแทนขั้นต้น) จะคำนวณโดยใช้เพียงแค่รายได้ค่าเช่ารายปีทั้งหมดหารด้วยราคาซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายใดๆ จึงเหมาะสำหรับการเปรียบเทียบในขั้นแรกที่รวดเร็ว ในขณะที่ Net Rental Yield (อัตราผลตอบแทนสุทธิ) จะมีความละเอียดและใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า เนื่องจากจะนำรายได้ค่าเช่ารายปีไปหักลบกับค่าใช้จ่ายในการถือครองอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ก่อน เช่น ค่าส่วนกลางคอนโดรายปี ค่าประกันอัคคีภัย ค่าซ่อมแซมห้อง และค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แล้วจึงนำผลลัพธ์สุทธิไปหารด้วยราคาซื้อ

การปล่อยเช่าคอนโดในกรุงเทพฯ ควรได้ Rental Yield เท่าไรจึงจะเรียกว่าดี?

โดยทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อัตราผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Rental Yield) ของคอนโดมิเนียมมักจะอยู่ที่ประมาณ 4% ถึง 6% ต่อปี หากได้อัตราผลตอบแทนมากกว่า 6% ขึ้นไปจะถือว่าเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนดีเยี่ยม (High Yield) ส่วนในพื้นที่ใจกลางเมืองธุรกิจ (CBD) เช่น สุขุมวิท สาทร สีลม อัตราผลตอบแทนอาจจะต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณ 3% ถึง 4.5% เนื่องจากราคาซื้อขายของอสังหาริมทรัพย์สูงมาก แต่นักลงทุนมักยอมรับได้เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดราคาอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นในอนาคต (Capital Gain) มีสูงกว่าพื้นที่รอบนอก

มีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ค่า Rental Yield ที่คำนวณได้จริงต่ำกว่าเป้าหมาย?

ปัจจัยหลักที่มักส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนการปล่อยเช่าคือ 1) อัตราห้องว่าง (Vacancy Rate) คือการปล่อยเช่าไม่ได้เต็ม 12 เดือนต่อปี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราผลตอบแทนจริงตกลงอย่างน่าใจหาย 2) ค่าบำรุงรักษาและรีโนเวทห้องพัก เมื่อผู้เช่าคนเก่าย้ายออก ผู้เช่าใหม่อาจต้องการการทาสีใหม่ ซ่อมเฟอร์นิเจอร์ หรือล้างเครื่องปรับอากาศ 3) ค่าส่วนกลางคอนโดที่เพิ่มขึ้นตามมติของนิติบุคคล และ 4) ค่าธรรมเนียมเอเจนท์จัดหาผู้เช่า ซึ่งปกติมักคิดอัตราค่าบริการที่เท่ากับค่าเช่า 1 เดือนสำหรับสัญญาเช่าระยะเวลา 1 ปี

จะสามารถเพิ่มอัตราผลตอบแทนการเช่า (Rental Yield) ได้อย่างไรบ้าง?

แนวทางการเพิ่ม Rental Yield สามารถทำได้สองทางหลักคือ การลดต้นทุนและการเพิ่มราคาเช่า การลดต้นทุนสามารถทำได้โดยการต่อรองราคาซื้อห้องชุดตั้งแต่เริ่มต้น (เช่น การซื้อห้องมือสองสภาพดีที่มีการลดราคาลงมา หรือซื้อรอบ Investor ในราคาพรีเซล) ส่วนการเพิ่มค่าเช่าสามารถทำได้โดยการตกแต่งห้องให้น่าอยู่ มีสไตล์ที่โดดเด่น (Interior Styling) เพิ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เครื่องอบผ้า ไมโครเวฟประสิทธิภาพสูง และเครื่องกรองน้ำ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการปล่อยเช่าเป็นแบบรายเดือนระยะสั้นร่วมกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้เช่าชาวต่างชาติ

เครื่องมือคำนวณที่เกี่ยวข้อง

คำนวณอัตราส่วนค่าใช้จ่าย (Expense Ratio)

คำนวณสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (OER) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการคุมต้นทุน

คำนวณต้นทุนสินค้า FIFO vs ถัวเฉลี่ย

เปรียบเทียบการตีราคาต้นทุนสินค้าคงคลังแบบเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) กับแบบต้นทุนถัวเฉลี่ย (AVCO)

คำนวณต้นทุนสินค้านำเข้า

คำนวณต้นทุนสินค้านำเข้ารวมค่าขนส่ง ภาษี และค่าธรรมเนียม เพื่อหาราคาต้นทุนต่อชิ้นที่แท้จริง

คำนวณ EBITDA

คำนวณกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน

Google AdSense - Sticky Bottom (Mobile)