กลับไปหน้าหลัก
คำนวณความจุ RAID
ความจุที่ใช้งานได้จริง (Usable Capacity)
12.0 TB
ทนทานต่อดิสก์เสียได้สูงสุด: 1 ลูก
Google AdSense
In-Article Ad
FAQ: ระบบ RAID Storage และการคำนวณความจุ
RAID คืออะไร และทำไมองค์กรถึงต้องใช้?
RAID ย่อมาจาก Redundant Array of Independent Disks คือเทคโนโลยีการนำฮาร์ดดิสก์ (HDD) หรือ Solid State Drive (SSD) หลายๆ ลูกมาเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันเสมือนเป็นไดรฟ์เดียว เป้าหมายหลักของ RAID มีอยู่ 2 อย่างคือ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการอ่าน/เขียนข้อมูล (Performance) และ 2. การสร้างความทนทานต่อความเสียหาย (Fault Tolerance) หากมีฮาร์ดดิสก์ลูกใดลูกหนึ่งเสีย ข้อมูลก็จะไม่สูญหายและระบบยังสามารถทำงานต่อไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) ระบบคลาวด์ (Cloud Computing) และระบบจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (NAS) ในระดับองค์กร | อ้างอิง: SNIA (Storage Networking Industry Association) - RAID Dictionary; IEEE Computer Society - Storage Systems.
RAID แต่ละประเภท (0, 1, 5, 6, 10) ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหน?
• RAID 0 (Striping): นำความจุทุกลูกมารวมกัน ทำให้อ่านเขียนได้เร็วมากที่สุด แต่ไม่มีการสำรองข้อมูล หากพัง 1 ลูก ข้อมูลจะหายทั้งหมด เหมาะสำหรับงานตัดต่อวิดีโอชั่วคราวที่เน้นความเร็วสูงสุด
• RAID 1 (Mirroring): สำรองข้อมูลแบบ 1:1 ความจุหายไปครึ่งหนึ่ง อ่านเร็วแต่เขียนช้าลงเล็กน้อย เหมาะสำหรับเก็บไฟล์ระบบปฏิบัติการ (OS) หรือเอกสารสำคัญ
• RAID 5 (Parity): ใช้พื้นที่ 1 ลูกในการเก็บข้อมูล Parity เพื่อกู้คืนข้อมูล ต้องใช้ดิสก์อย่างน้อย 3 ลูก ทนดิสก์เสียได้ 1 ลูก เป็นที่นิยมมากที่สุดใน NAS ทั่วไปเพราะบาลานซ์ความจุและความปลอดภัย
• RAID 6 (Double Parity): คล้าย RAID 5 แต่ใช้พื้นที่ 2 ลูกเก็บ Parity ทนดิสก์เสียได้พร้อมกัน 2 ลูก เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฮาร์ดดิสก์จำนวนมากเพื่อป้องกัน Rebuild failure
• RAID 10 (1+0): รวมข้อดีของ RAID 1 และ 0 ได้ความเร็วสูงและความปลอดภัยสูง แต่สูญเสียความจุไป 50% เหมาะสำหรับฐานข้อมูล (Database) ที่ต้องการ I/O สูง | อ้างอิง: Intel - RAID Technology Guide; Western Digital - RAID Levels Explained.
การคำนวณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจริง ทำไมถึงได้ความจุน้อยกว่าหน้ากล่อง?
นี่เป็นความสับสนที่พบบ่อยมาก สาเหตุเกิดจากการนับหน่วยที่ต่างกันระหว่างผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์และระบบปฏิบัติการ (OS) ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ใช้ระบบเลขฐานสิบ (Decimal) โดยกำหนดให้ 1 Terabyte (TB) = 1,000,000,000,000 bytes แต่ระบบปฏิบัติการอย่าง Windows ใช้ระบบเลขฐานสอง (Binary) โดยกำหนดให้ 1 Tebibyte (TiB) = 1,099,511,627,776 bytes (มาจาก 1024 ยกกำลัง 4) เมื่อนำฮาร์ดดิสก์ขนาด 4TB ไปต่อใน Windows จะเห็นพื้นที่เพียงประมาณ 3.63 TiB นอกจากนี้ หากทำ RAID 5 หรือ RAID 6 ก็จะเสียความจุไปอีกตามจำนวน Parity drives นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณควรคำนวณเผื่อความจุไว้เสมอ | อ้างอิง: NIST - Prefixes for binary multiples; IEC 80000-13 Standard.
RAID สามารถใช้ทดแทนการ Backup ข้อมูลได้หรือไม่?
ไม่สามารถทดแทนได้อย่างเด็ดขาด (RAID is not Backup!) RAID ทำหน้าที่เพียงให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง (High Availability) หากฮาร์ดแวร์พัง แต่ไม่สามารถป้องกันความเสียหายจากปัจจัยอื่นได้เลย เช่น การเผลอลบไฟล์ผิดพลาด (Human Error), การถูกไวรัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) เข้ารหัสไฟล์, ไฟไหม้ตึก, หรือไฟกระชากจนฮาร์ดดิสก์พังพร้อมกันหลายลูก ดังนั้น กฎทองของคนไอทีคือต้องทำตามหลักการ 3-2-1 Backup Rule เสมอ ได้แก่ การมีข้อมูล 3 ชุด, เก็บไว้ในสื่อที่ต่างชนิดกัน 2 แบบ, และเก็บไว้นอกสถานที่ (Offsite/Cloud) อย่างน้อย 1 ชุด | อ้างอิง: CISA (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) - Data Backup Options; Veeam - 3-2-1 Backup Rule.
เครื่องมือคำนวณที่เกี่ยวข้อง
Brook's Law ขนาดทีมที่เหมาะสม
คำนวณขนาดทีมที่เหมาะสมตามกฎ Brook's Law วิเคราะห์ communication overhead และประสิทธิภาพทีม
คำนวณ Agile Sprint Velocity
คำนวณความเร็วในการทำงานของทีม (Velocity) และคาดการณ์เวลาที่ใช้ในการเคลียร์ Backlog ทั้งหมด
ประเมินความเสี่ยง Bus Factor
ประเมินระดับความเสี่ยงของโปรเจกต์หากทีมงานหลักไม่สามารถทำงานต่อได้ (Bus Factor)
คำนวณเป้าหมาย Code Coverage
คำนวณเป้าหมายการเขียนเทสต์ (Code Coverage) ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละโมดูล โดยพิจารณาจากความเสี่ยง
Google AdSense
Sidebar Ad (300x600)
Google AdSense - Sticky Bottom (Mobile)