กลับไปหน้าหลัก
คำนวณอิฐมวลเบา (AAC Blocks)
พื้นที่ผนังรวม: 12.00 ตร.ม.
จำนวนอิฐมวลเบาที่ใช้ (รวมเผื่อสูญเสีย 5%): 105 ก้อน
Google AdSense
In-Article Ad
FAQ - การคำนวณและประมาณราคางานก่อสร้าง
มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และมาตรฐานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้อิฐมวลเบา (AAC Blocks) มีอะไรบ้าง?
อิฐมวลเบา (Autoclaved Aerated Concrete - AAC) เป็นวัสดุก่อสร้างที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากมีน้ำหนักเบาและเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี ในประเทศไทย การผลิตและการใช้งานอิฐมวลเบาต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 1505 (TIS 1505) ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดด้านกำลังอัด (Compressive Strength) ความหนาแน่น (Density) และการหดตัวจากการแห้ง (Drying Shrinkage) นอกจากนี้ ในระดับสากลยังอ้างอิงมาตรฐาน ASTM C1693 (Standard Specification for Autoclaved Aerated Concrete) คุณสมบัติทางฟิสิกส์เชิงวิศวกรรมที่สำคัญคือค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity) ที่ต่ำมาก ช่วยลดภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ และค่าพิกัดการทนไฟ (Fire Rating) ที่สามารถทนไฟได้นาน 2-4 ชั่วโมงตามความหนาของอิฐ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารว่าด้วยความปลอดภัยด้านอัคคีภัย
การคำนวณหาจำนวนอิฐมวลเบาและปูนก่อปูนฉาบมีหลักการคำนวณเชิงปริมาณ (Quantity Surveying) อย่างไร?
การถอดปริมาณงานสถาปัตยกรรม (Quantity Surveying) สำหรับผนังอิฐมวลเบานั้น อิงจากขนาดมาตรฐานของอิฐในท้องตลาดคือ กว้าง 20 ซม. ยาว 60 ซม. ซึ่งมีพื้นที่ต่อก้อนเท่ากับ 0.12 ตารางเมตร ดังนั้นในพื้นที่ผนัง 1 ตารางเมตร จะใช้อิฐจำนวนประมาณ 8.33 ก้อนเสมอ นอกเหนือจากจำนวนอิฐแล้ว ยังต้องคำนวณปริมาณปูนก่อมวลเบา (AAC Adhesive Mortar) ซึ่งใช้ความหนาเพียง 2-3 มิลลิเมตร และปูนฉาบสำหรับมวลเบา (AAC Plastering Mortar) ที่มีความหนาเฉลี่ย 10-15 มิลลิเมตรต่อด้าน ในทางวิศวกรรมประเมินราคา จะมีการเผื่อความสูญเสีย (Wastage) จากการตัดเศษอิฐและการแตกหักระหว่างการขนส่งไว้ที่ประมาณ 5% ของปริมาณทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณและวัสดุเพียงพอต่อการดำเนินโครงการโดยไม่สะดุด
ข้อควรระวังในการออกแบบและก่อสร้างผนังอิฐมวลเบาตามหลักวิศวกรรมโครงสร้างคืออะไร?
แม้ผนังอิฐมวลเบาจะไม่ได้ทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกหลักของอาคาร (Non-load Bearing Wall) แต่การออกแบบและก่อสร้างยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้างอย่างเคร่งครัด ผนังอิฐมวลเบามีความต้านทานแรงดึงต่ำ จึงเสี่ยงต่อการแตกร้าวจากการทรุดตัวแบบไม่เท่ากัน (Differential Settlement) หรือการแอ่นตัวของคานที่รองรับ (Beam Deflection) มาตรฐานของ วสท. (EIT) แนะนำให้มีการเทเอ็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (Stiffener Columns and Beams) รัดรอบช่องเปิดของประตูหน้าต่าง และทับหลังทุกๆ ความสูง 2.5 ถึง 3.0 เมตร หรือพื้นที่ผนังเกิน 9-12 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังต้องมีการติดตั้งลวดตาข่ายกรงไก่ (Wire Mesh) บริเวณรอยต่อระหว่างวัสดุต่างชนิดและการเซาะร่อง (Control Joint) เพื่อป้องกันปัญหาผนังแตกร้าวลายงา (Hairline Cracks) ที่ส่งผลต่อความสวยงามและการซึมผ่านของน้ำ
เครื่องมือคำนวณที่เกี่ยวข้อง
คำนวณค่าติดตั้งและจุดคุ้มทุนโซลาร์รูฟท็อป
ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน คำนวณค่าไฟที่ประหยัดได้และระยะเวลาคืนทุน
คำนวณค่าทาสีบ้านใหม่
ประเมินงบประมาณค่าทาสีบ้าน คำนวณปริมาณสีที่ต้องใช้และค่าแรงช่างตามพื้นที่ตารางเมตร
คำนวณค่าเปลี่ยนหลังคาบ้าน
ประเมินงบประมาณในการรื้อถอนและเปลี่ยนหลังคาใหม่ ตามพื้นที่และประเภทของวัสดุหลังคา
คำนวณขนาดสายไฟตามกระแส
หาขนาดสายไฟทองแดงที่ปลอดภัยตามโหลดไฟฟ้าและระยะทาง
Google AdSense
Sidebar Ad (300x600)
Google AdSense - Sticky Bottom (Mobile)